สาระน่ารู้

การเปิดร้านอาหารไทยในกรุงมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

แนวโน้มตลาด

ร้านอาหารเป็นตลาดขายปลีกที่เติบโตมากที่สุดสาขาหนึ่ง ในปี 2007 เติบโต 29% แต่การบริโภคยังอยู่ระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก และมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมาก จึงเป็นสาขาที่ น่าลงทุน

ตลาดร้านอาหารทั้ง 3 ประเภทคือ อาหารจานด่วน อาหารระดับธรรมดา (casual) และอาหารระดับหรู มีอัตราเติบโตอย่างมาก

กรุงมอสโกเป็นตลาดสำหรับการรับประทานอาหารนอกบ้านที่ใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่ง 22% ของตลาดทั้งประเทศ มีค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านคนละ 400 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2007 ตลาดมีขนาดใหญ่กว่านครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 2-3 เท่า มอสโกมีร้านอาหารและร้านกาแฟประมาณ 4,200 ร้าน รายได้เฉลี่ยของร้านอาหารเท่ากับ 8.4 แสนดอลลาร์สหรัฐในปี 2006 และคาดว่าจะมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ในปี 2008

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมีพลวัต และมีอุปสรรคในการเข้าตลาดน้อยกว่ามอสโก ราคาอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับ 1 ใน 3 ของมอสโก

พัฒนาการที่ควรนำมาพิจารณามากที่สุดในการเปิดร้านอาหารไทยในมอสโก คือ

  1. ราคาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจจะเพิ่มได้ถึง 40-50% ต่อปี โดยเจ้าของจะสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในสัญญาและเพิ่มค่าเช่าเป็นรายปี เนื่องจากส่วนใหญ่สัญญามีระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเงินเฟ้อ ทำให้เจ้าของจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจและราคา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้า
  2. รูปแบบของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยชาวรัสเซียเริ่มนิยมรับประทานนอกบ้านเป็นประจำ และให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ไม่ใช่ราคา (non-price factors) มากยิ่งขึ้น ซึ่งได้แก่ คุณภาพอาหาร ชื่อเสียงของร้าน ทำเลที่ตั้ง การตกแต่งภายใน นโยบายการตลาด
  3. การก่อสร้างศูนย์การค้าที่มีศูนย์อาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ ร้านอาหารและร้านกาแฟจะเป็นส่วนหนึ่งของ retail concept ในลักษณะ “retailtainment” และ
  4. ความสนใจใน exotic food โดยอาหารจีนและญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลาง

อาหาร exotic ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในรัสเซียสำหรับการรับประทานนอกบ้าน คือ อาหารญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ถึง 500 ร้าน สร้างรายได้ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่นักวิจัยบางรายระบุว่าขณะนี้ความนิยมในร้านอาหารญี่ปุ่นได้เริ่มลดลง และผู้บริโภคมีการร้องเรียนเรื่องคุณภาพอาหารญี่ปุ่นในรัสเซียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าของธุรกิจ รวมทั้งที่เป็น chain กำลังรุกหนักที่จะเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นในมอสโกและภูมิภาคอื่นมากขึ้น โดยมองว่าอาหารญี่ปุ่นยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากในตลาดรัสเซีย

ชาวรัสเซียค่อนข้างจะยืดหยุ่นในเรื่องประเภทและรสชาติของอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับผู้เข้ามาในตลาดรายใหม่ที่จะเสนอสิ่งใหม่และน่าสนใจให้ชาวรัสเซีย


โอกาสและความเสี่ยง

โอกาสของบริษัทของไทยในการเปิดร้านอาหารในรัสเซีย คือ

  1. รายได้ผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น การเติบโตของตลาดทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหารระดับธรรมดา และอาหารจานด่วน
  2. ความสนใจในประเทศไทยและอาหารไทย ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมท่องเที่ยวไทย
  3. ตลาด niche สำหรับอาหาร exotic คุณภาพสูงและดั้งเดิมจากประเทศตะวันออกไกล และ
  4. การขาดแคลนการให้บริการที่มีความรวดเร็ว

ความเสี่ยงและภัยคุกคามสำหรับร้านอาหารไทยในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คือ

  1. ราคาอสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนอื่น ๆ (เช่นบุคลากร และเครื่องปรุงอาหาร) ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
  2. ชื่อเสียงร้านอาหารญี่ปุ่นที่แย่ลง
  3. การแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
  4. การขาดแคลนเครื่องปรุงและผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็นของดั้งเดิม และ
  5. กฎระเบียบที่เข้มงวดของหน่วยงานของรัฐ

ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารไทยในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

การจัดตั้งธุรกิจในรัสเซียเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างระหว่างกฎระเบียบที่เป็นทางการ กับหลักปฏิบัติอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งในรายงานนี้จะระบุกฎระเบียบที่เป็นทางการ โดยรายงานฯ แนะนำให้บริษัทที่จะทำธุรกิจในรัสเซียใช้บริการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย การเงินและอุตสาหกรรม

ขั้นตอนการเปิดร้านอาหารในรัสเซียได้แก่

  1. จัดทำแผนธุรกิจของร้านอาหาร
  2. จัดตั้งวิสาหกิจ
  3. ยื่นขอรับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. หาสถานที่ และลงนามสัญญาเช่า
  5. ว่าจ้างผู้บริหารและบุคลากรด้านบริการ
  6. โลจิสติกส์และการจัดหาเครื่องปรุง วัสดุและอุปกรณ์การผลิตอื่น ๆ
  7. พิธีเปิดร้านอาหาร การตลาดและประชาสัมพันธ์

รายงานฯ ระบุขั้นตอนข้างต้นโดยละเอียด

การประมาณรายรับ รายจ่าย กำไร ขาดทุน และการลงทุนเบื้องต้น รายงานฯ ได้คำนวณรายรับ ต้นทุน และกำไรสำหรับการจัดตั้งร้านอาหารระดับกลางในกรุงมอสโก ซึ่งเป็นการประมาณการคร่าว ๆ ร้านอาหารระดับกลางที่มีรายรับระหว่าง 500,000 – 800,000 ดอลลาร์/ปี จะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นระหว่าง 700,000 – 1,100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นการเช่าสถานที่


โครงสร้างของกิจการ

เจ้าของกิจการรายใหญ่ในตลาดนี้จะยื่นขอเปิดบริษัทในลักษณะ (1) บริษัทถือหุ้นในกิจการ (holding company) ในประเทศไซปรัส หรือประเทศอื่น ๆ (offshore) (2) บริษัท offshore ที่มีวัตถุประสงค์พิเศษสำหรับบริษัทที่เป็นเจ้าของตราสินค้า/franchise/สินทรัพย์ และ (3) บริษัทจำกัดที่เป็นนิติบุคคลดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการเสียภาษีและช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิการเป็นเจ้าของ


ราคาอสังหาริมทรัพย์

ราคาอสังหาริมทรัพย์ในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสูงมากและมีอัตราเติบโตปีละมากกว่า 30% (ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร เนื่องจากค่าเช่าที่สูงขึ้นในลักษณะควบคุมไม่ได้เป็นผลเสียอย่างมากต่อกำไร

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของราคาอสังหาริมทรัพย์คือ บริษัทควรจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า ซึ่งค่าเช่าและเงื่อนไขดีกว่าและสมเหตุสมผลกว่าร้านที่ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ในใจกลางมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก


ลักษณะสำคัญสำหรับการเปิดร้านอาหาร

  • การหาบุคลากรที่มีคุณภาพสำหรับร้านอาหารในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเป็นเรื่อง ท้าทายอีกประการหนึ่ง ระดับการว่างงานในมอสโกเกือบเท่ากับศูนย์ และอัตราค่าจ้างเติบโตประมาณ 20-30% ต่อปี (ในรูปเงินดอลลาร์)
  • บริษัทควรพิจารณาร้านอาหารทั้ง 3 ประเภทคือ อาหารจานด่วน อาหารระดับธรรมดา และอาหารระดับหรู เนื่องจากแต่ละประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
  • รายงานฯ มีความเห็นว่าร้านอาหารบริการด่วนเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากเติบโตเร็วที่สุดและยังอิ่มตัวน้อยที่สุด อาหารระดับธรรมดามีทางเลือกหลากหลาย อาทิ ด้านทำเลที่ตั้ง ขนาด และประเภทของอาหาร อาหารชั้นดี (ระดับบนสำหรับอาหารระดับธรรมดา) มีโอกาสที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
  • กิจการร้านอาหารที่ตั้งใหม่ควรจะมีแผนส่งเสริมการตลาดอย่างดี ในปีแรก ร้านอาหารระดับธรรมดาอาจจะต้องใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดประมาณ 1 – 1.5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
  • ร้านอาหารระดับธรรมดาในมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอาจจะมีกำไรต่ำมาก โดยเฉพาะในปีแรก ซึ่งการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นจะช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (economy of scale)

Franchising

ระบบแฟรนไชส์ในธุรกิจร้านอาหารกำลังเติบโต โดยเฉพาะร้านอาหารที่เป็นเครือข่าย นอกจากนี้ ร้านอาหารหลายแห่งใช้การจ่ายเงินสำหรับแฟรนไชส์เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อโอนกำไรไปต่างประเทศ

ประโยชน์ของแฟรนไชส์ คือมีรายได้มากขึ้น ลดความเสี่ยง แบ่งต้นทุนกับเจ้าของ Franchise และโอกาสในการขายอาหารและเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคอื่นในรัสเซีย

ผลเสียและความเสี่ยง คือ ระบบแฟรนไชส์จะได้ผลดีสำหรับเครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ ในขณะที่ร้านอาหารไทยยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาด จึงจำเป็นต้องตั้งร้านอาหารให้เป็นที่รู้จักก่อน ระบบแฟรนไชส์ได้ผลดีสำหรับอาหารราคาถูกและปานกลาง และร้านอาหารที่มี simple concept (เรื่องอาหารและการตกแต่งร้าน) การเป็นแฟรนไชส์มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูง หากคุณภาพของการเป็นแฟรนไชส์ไม่ดี จะทำให้ตราสินค้าเสียชื่อเสียง


การเป็นหุ้นส่วนกับธุรกิจของรัสเซีย

ตลาดของร้านอาหารในมอสโกมีการกระจุกตัวของตลาด (market concentration) ต่ำมาก โดย Rosinter ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำมี่ส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่า 17%

หุ้นส่วนรัสเซียที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจขนาดกลางที่มีร้านอาหารระดับกลางส่วนหนึ่งอยู่แล้วในมอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

บริษัทของไทยควรจะพิจารณาหุ้นส่วนที่มีคุณสมบัติดังนี้ : มีประวัติยาวนานและดี มีโครงสร้างกิจการและกฎหมายที่ดี มีชื่อเสียงดีในสายตาสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญ เว็บไซต์ของบริษัทมีรายละเอียดของผู้จัดการและเจ้าของ การจัดทำความตกลงกับหุ้นส่วนรัสเซีย อาจแบ่งได้เป็น 3 แบบ

  1. ความตกลงแฟรนไชส์
  2. บริษัทไทยเป็นเจ้าของส่วนใหญ่
  3. หุ้นส่วนรัสเซียเป็นเจ้าของส่วนใหญ่ รายงานฯ แนะนำให้ใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษากฎหมายและการควบและซื้อกิจการ (M&A) เมื่อทำความตกลงกับหุ้นส่วนรัสเซีย

รายละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดและดำเนินธุรกิจร้านอาหาร รายงานฯ ระบุรายละเอียดหน่วยงานต่อไปนี้

  • ด้านการจดทะเบียน
  • ด้านการขออนุญาตและควบคุม
  • บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจร้านอาหาร
  • บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์
  • บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย
  • หน่วยงานรับสมัครบุคลากรที่ชำนาญด้านธุรกิจร้านอาหาร

แหล่งข้อมูล: ThaiBiz.net
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, Royal Thai Embassy, Moscow
ที่มา : http://www.thaibiz.net/th/knowledge/13776/ , http://th.thaiembassymoscow.com/

09/19/2013



กลับหน้าหลัก