ข่าวเด่น

"คาร์ลสเบิร์ก" โตสวน ศก. คอเบียร์ "รัสเซีย" ดันตลาดพรีเมี่ยมโต

"คาร์ลสเบิร์ก" โตสวน ศก. คอเบียร์ "รัสเซีย" ดันตลาดพรีเมี่ยมโต
ท่ามกลางการถูกแซงก์ชั่นจากโลกตะวันตก จากเหตุการณ์ในยูเครน และซ้ำด้วยราคาน้ำมันดิบกับค่าเงินรูเบิลที่ตกต่ำ ส่งผลให้เศรษฐกิจรัสเซียตกอยู่ในช่วงสะเก็ดอย่างหนัก แต่ดูเหมือนคอเหล้าชาวหมีขาวจะยังคงไม่ทิ้งลาย เมื่อคาร์ลสเบิร์กผู้ผลิตเบียร์ใหญ่อันดับ 4 ของโลกยืนยันว่า ชาวรัสเซียยังต้องการเบียร์ระดับหรูอยู่

คาร์ลสเบิร์กซึ่งขณะนี้ครองตำแหน่งผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในรัสเซียรายงานว่า ในไตรมาส 3 แบรนด์มีมาร์เก็ตแชร์ด้านปริมาณในตลาดเบียร์รัสเซียเพิ่มขึ้นจาก 36.5% เป็น 37.9% แม้ 9 เดือนที่ผ่านมา

ตลาดรวมจะหดตัวลง 7% และรายได้ของบริษัทลดลง 15% มาอยู่ที่ 175.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม แต่คาร์ลสเบิร์กยังยืนยันว่าเป็นผลจากเรื่องค่าเงินรูเบิลที่ปรับลดลงเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการบริโภคแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในรัสเซีย "คาร์ลสเบิร์ก" ทำตลาดเบียร์ยี่ห้อ บอลติกา เซเว่น (Baltika 7) ซึ่งเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม โดยจากรายงานเมื่อปี 2013 รายได้มากกว่า 1 ใน 3 ของบริษัทมาจากยุโรปตะวันออก "ยอร์เกน บูห์ล ราสมุสเซน" ซีอีโอของคาร์ลสเบิร์ก กรุ๊ป ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า แม้จะอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่ชาวรัสเซียยังคงต้องการสินค้าแบรนด์เนมไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเสื้อผ้า และในปี 2015 ที่จะถึงบริษัทคาดว่าจะได้เห็นสัญญาณบวกหลาย ๆ อย่างอีกด้วย

"นอกจากรสนิยมแล้ว การตลาดก็มีผลด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมกีฬาและการแข่งขันต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น คอนติเนนตัล ฮอกกี้ ลีก รวมถึงใช้กลยุทธ์ลดปริมาณสินค้าเพื่อสู้กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทนการขึ้นราคา เป็นต้น"

อย่างไรก็ตาม ตลาดเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของรัสเซีย ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากภาครัฐที่พยายามแก้ไขวัฒนธรรมดื่มหนักของชาวรัสเซีย ด้วยมาตรการต่างๆ มานานกว่า 5 ปีแล้ว ล่าสุดเมื่อปี 2013 รัฐบาลได้ให้เบียร์อยู่ใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายเช่นเดียวกับเหล้า ทำให้เบียร์หายไปจากร้านแผงลอย และสถานที่สาธารณะอย่างสถานีรถไฟ สนามบิน และปั๊มน้ำมัน แถมยังถูกห้ามขายในเวลากลางคืนอีกด้วย

สำหรับคาร์ลสเบิร์กเองรายได้ในรัสเซียที่ลดลง ถูกทดแทนด้วยเม็ดเงินจากตลาดเอเชียกว่า 597.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 61% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกลุ่มผู้ผลิตเบียร์ในมณฑลฉงชิ่ง ที่ทำให้ปริมาณการผลิตเบียร์ในเอเชียเพิ่มขึ้น 35% และกลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญกับบริษัทสูสีกับรัสเซียที่เป็นอันดับ 2

ในภาพรวมคาร์ลสเบิร์กมีกำไรจากการดำเนินการ 569 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่างจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเล็กน้อยตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ด้วยรายได้รวม 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 4% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นเดนมาร์กกระเตื้องขึ้นมา 2.5% เป็น 522 โครนเดนมาร์ก สูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาของปี 2013 อยู่อีก 12% จากผลกระทบของวิกฤตในประเทศยูเครน

ด้านตลาดในประเทศไทย นั้น "คาร์ลสเบิร์ก" ได้กลับเข้ามาสู่ตลาดเบียร์พรีเมี่ยมเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ภายใต้การนำเข้ามาและบริหารของกลุ่มบริษัทสิงห์ คอร์เปอเรชั่น และได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้ามากระทบตลาดเบียร์ทั้ง ระบบตลอดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่ง "คาร์ลสเบิร์ก" ได้ปรับแผนรับมือด้วยการหันไปจัดการระบบหลังบ้านและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น และจัดกิจกรรมอีเวนต์ อาทิ ในรูปแบบงานคาร์ลเบิร์ก คิกออฟปาร์ตี้ เข้ามาสร้างสีสันให้ตลาด

"รัสเซียยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีความสำคัญสูงในฐานะแหล่งรายได้มูลค่าหลายล้านโครน เพียงแต่ปัจจุบันตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งบริษัทจะต้องหาทางรับมือต่อไป ดังนั้นบริษัทจะไม่ถอนตัวจากตลาดนี้อย่างแน่นอน"

ขอบคุณรูปภาพจาก : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
แหล่งข้อมูล: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ที่มา : http://www.thaibiz.net/th/news/17694/263/

11/24/2014



กลับหน้าหลัก