ที่มา/กฏระเบียบการค้าและการลงทุน

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EaEU)

สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียมีจุดเริ่มต้นจากการนำเสนอแนวความคิดเรื่อง “สหภาพยูเรเชีย” (Eurasian Union) ในปี ค.ศ. 2012 โดยประธานาธิบดี วลาดีเมียร์ ปูติน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบูรณาการเศรษฐกิจและการค้าระหว่างรัฐต่างๆ ภายในยูเรเชียมากขึ้น และปูทางไปสู่การบูรณาการทางการเมืองในอนาคต โดยมีสหภาพยุโรปเป็นตัวแบบสำคัญ โดยปูตินตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุการเป็นสหภาพยูเรเชียให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2015 โดยมีกรอบการเจรจาที่สำคัญเกี่ยวเนื่อง ดังนี้

  • สหภาพศุลกากร (Customs Union) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2010
  • Single Economic Space ซึ่งก่อตั้งปี ค.ศ. 2012 และเมื่อวันที่29 พฤษภาคม ค.ศ.2014 ที่ผ่านมา ประเทศรัสเซีย เบลารุส และคาซัคสถานได้ลงนามความร่วมมือระหว่างกันจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย(Eurasian Economic Union : EaEU) โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2015 มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดเก็บอัตราภาษีศุลกากรนอกกลุ่มสมาชิกให้เป็นหนึ่งเดียว (common external tariff) และประสานอุปสรรคทางการค้า (harmonize) การรวมกลุ่มดังกล่าวจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) มีมูลค่าราว 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และด้วยจำนวนประชากรรวมกันที่มากกว่า 170 ล้านคน ทำให้ EaEU กลายเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ



รูปที่ 1 แสดงพัฒนาการความเป็นมาของ Eurasian Economic Union:EaEU


ที่มา: สื่อมัลติมีเดียเรื่อง Eurasian Economic Union นำเสนอโดย Victor V. Spasskiy Director of the Department of integration development EEC กันยายน 2014


ภาพรวมด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EaEU)

จากข้อมูลปี 2555 รัสเซีย มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก จึงเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสมาชิกกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมชั้นนำ(G8) รัสเซียมีก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดในโลก และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมากอันดับ 1 และ 2 ของโลก

เบลารุส มีพื้นที่กว่าร้อยละ 40 เป็นป่า มีภาคบริการและอุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ป่าไม้ ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

สำหรับคาซัคสถาน มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก และคาดว่าปี 2558 จะเป็น 1 ใน 10 ของผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น แร่โครเมียม เหล็ก ทองแดง ทองคำ ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งยูเรเนียมที่มีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก


มูลค่าการค้าระหว่างไทย - EaEU ปี 2013

การส่งออก

ไทยส่งออกไป EaEU คิดเป็นมูลค่า 1,233.41 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ ยานยนต์/ชิ้นส่วน (พิกัด 87) เครื่องไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ (พิกัด 85) ยาง/ผลิตภัณฑ์ (พิกัด 40) เครื่องจักรกล (พิกัด 84) และพลาสติก/ผลิตภัณฑ์ (พิกัด 39) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 26.47,14.60, 8.49, 8.36 และ 7.69 ตามลำดับ

การนำเข้า

ไทยนำเข้าจาก EaEU คิดเป็นมูลค่า 3,591.71 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เชื้อเพลิงจากแร่และน้ำมัน(พิกัด 27) เหล็ก/เหล็กกล้า (พิกัด 72) ปุ๋ย (พิกัด 31) อัญมณี/เครื่องประดับ (พิกัด 71) อลูมิเนียม/ผลิตภัณฑ์ (พิกัด 76) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 54.19,16.15, 14.94, 6.97 และ 2.12 ตามลำดับ


แนวโน้มความต้องการสินค้าของตลาด

สินค้าที่ EaEU ผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าปฐมภูมิ เช่น เชื้อเพลิงจากแร่และน้ำมัน (พิกัด 27) เหล็ก/เหล็กกล้า (พิกัด 72) อัญมณี/เครื่องประดับ (พิกัด 71) และยังไม่เข้มแข็งในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กททรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์/ชิ้นส่วน จึงเป็นโอกาสของสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่จะเข้าไปขยายตลาดใน EaEU โดยสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีได้แก่

เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันไทยส่งเครื่องปรับอากาศไปยังรัสเซียมากกว่า 2 ล้านเครื่องต่อปี และตลาดมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เนื่องจากรัสเซียยังไม่มีโรงงานผลิต หากมีการเจรจาความตกลงทางการค้าและผ่อนปรนมาตรการระหว่างกันจะทำให้สินค้าไทยมีโอกาสขยายตลาดในรัสเซียและ EaEU ได้มากยิ่งขึ้น สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ เครื่องทำน้ำร้อน หม้อแปลงไฟฟ้า แป้น/แผง/คอนโซล มอนิเตอร์ เครื่องส่ง/รับสำหรับวิทยุ/โทรทัศน์ วงจรรวม และเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรม/ห้องแล็บ

ผลิตภัณฑ์เหล็ก

อุตสาหกรรมเหล็ก/เหล็กกล้ามีแนวโน้มสดใส เนื่องจากรัสเซียและคาซัคสถานอยู่ในช่วงฟื้นฟูประเทศ จึงมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก เช่น การสร้างสนามกีฬาและที่พักสำหรับจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซียในปี 2561 และงาน International Expoที่จะจัดขึ้นในปี 2560 ที่คาซัคสถาน อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์เหล็ก และบริการด้านก่อสร้าง จึงน่าจะขยายตัวได้ดี สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ อุปกรณ์ติดตั้งหลอด/ท่อ สิ่งก่อสร้าง ตะปู สปริง และของใช้บนโต๊ะอาหาร

เครื่องจักรกล

มีโอกาสขยายตัวได้มากใน EaEU เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในขณะที่ EaEU ขาดศักยภาพ สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ บูลโดเชอร์ เครื่องยนต์สันดาปภายในส่วนประกอบเครื่องยนต์ เครื่องสูบลม เครื่องเซ็นตริฟิวจ์ เพลาส่งกำลัง เครื่องจักรอื่นสำหรับยก/ขน/ย้าย และตู้เย็น

เคมีภัณฑ์อินทรีย์

มีโอกาสขยายตัวได้มากใน EaEU หากมีข้อตกลงทางการค้าที่ชัดเจน และหากระบบธนาคารใน EaEU มีเสถียรภาพ สินค้าที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ โพลิคาร์บอกซิลิก คาร์บอกซิลิกที่มีออกซิเจนฟังก์ชันอื่น สารประกอบอะมิโนที่มีออกซิเจนฟังก์ชัน


กฎระเบียบ/มาตรการกีดกันทางการค้า (NTBs)

  • สินค้าบางรายการต้องขอใบอนุญาตนำเข้า (import license) เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์(คาซัคสถาน) ยาฆ่าแมลง (เบลารุส) ส่วนกระบวนการยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าในรัสเซียนั้นยุ่งยากและไม่โปร่งใส
  • ด้านการส่งออก รัสเซียเก็บอากรส่งออกในสินค้า 240 รายการ (ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตทางการเกษตร) และห้ามการส่งออก เช่น โลหะมีค่าและผลิตภัณฑ์(ทอง เงิน ทองคำขาว)
  • รัสเซียมีอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าที่บังคับใช้เฉลี่ย 7.8% โดยสินค้าเกษตรมีอัตราภาษีเฉลี่ย 11.8% เคมีภัณฑ์/เหล็ก 5% และสินค้าอื่น 7.2%
  • รัสเซียมีการดำเนินมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดกับจีนสูงสุดจำนวน 4 กรณี โดยทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์เหล็ก
  • สินค้าที่ควบคุมคุณภาพ เช่น สินค้าบริโภคและเครื่องจักรบางชนิดจะต้องได้รับใบรับรอง (Certificate of Conformity) ซึ่งออกโดยหน่วยงาน Gosstandart ก่อนจำหน่ายในรัสเซีย

นโยบายด้านการลงทุน

ประเทศรัสเซีย มีนโยบายด้านการลงทุน ดังนี้

  • ให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการได้ 100% ในเกือบทุกภาคธุรกิจ ยกเว้น ธนาคาร ประกันภัยโทรคมนาคม น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว
  • ประกาศใช้ Law on Foreign Investment เพื่อส่งเสริมและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • กำหนดประเภทกิจการที่ส่งเสริมการลงทุนเป็นพิเศษ เช่น การผลิตโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การ ผลิตเพื่อการส่งออก (เน้นสาขาพลังงาน) และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่
  • ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและการดำเนินธุรกิจเสรี และออกกฎหมายลดความซ้ำซ้อนของระบบการจัดเก็บภาษี

ประเทศคาซัคสถาน มีนโยบายด้านการลงทุน ดังนี้

  • ให้ต่างชาติลงทุนในกิจการได้ทุกประเภท แปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกโครงการอย่างเสรี แต่จำกัดสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในกิจการบางประเภท เช่น การก่อสร้าง การสื่อสาร โทรคมนาคม
  • นโยบายสนับสนุนการลงทุนโดยให้ประโยชน์ เช่น ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี (ยกเว้นภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดิน) ส่วนภาษีอื่นๆ จะได้รับการลดหย่อนสูงสุด 5 ปี
  • ไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ แต่อนุญาตให้เช่าที่ดินได้สูงสุด 5 ปี สำหรับการลงทุนทั่วไป และ 10 ปี สำหรับการลงทุนในภาคเกษตรกรรม
  • จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) ซึ่งให้สิทธิพิเศษทางภาษี เช่น ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 100% ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีนำเข้า รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องดำเนินกิจการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง SEZs แต่ละแห่ง

ประเทศเบลารุส มีนโยบายด้านการลงทุน ดังนี้

  • จัดตั้งองค์กรส่งเสริมการลงทุน Investment Advisory Council เพื่อช่วยเหลือด้านกิจกรรม/นโยบายการลงทุน
  • ดำเนินการลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนการลงทะเบียน การซื้อทรัพย์สิน และระบบภาษี รวมถึง ภาษีศุลกากร
  • จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 6 เขต ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ เช่น
    • ยกเว้นภาษีจากกำไรในการผลิต 3 ปี (และลดภาษีจากกำไร 50% ต่ออีก 3 ปี ในสาขาการผลิตที่สำคัญ)
    • ยกเว้นภาษีนำเข้าบางประเภท
    • สามารถส่งออกและนำเข้าสินค้าที่บริษัทผลิตเองโดยไม่เสียภาษี
    • ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการบริหารจัดการกำไรที่เป็นเงินตราต่างประเทศจากการส่งออก

แม้ว่า EaEU จะมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน และนักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าไปลงทุนได้แต่นักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปลงทุนในรัสเซีย โดยสาขาที่ไทยมีศักยภาพสามารถเข้าไปลงทุนในรัสเซีย ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหารไทย สปา นวดแผนไทย โรงแรม บริการซ่อมรถยนต์และอะไหล่ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเฟอร์นิเจอร์


ประเด็นท้าทายใน EaEU

รัสเซีย มีประเด็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนของประเทศไทย ในการตัดสินใจเข้าไปลงทุนในประเทศรัสเซีย ดังนี้

  • มีเส้นทางการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ แต่เครือข่ายการขนส่งส่วนใหญ่ไม่เชื่อมโยงกัน
  • การดำเนินธุรกิจซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ปัญหาหลัก คือ การคอรัปชั่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน กระบวนการอนุมัติเอกสารรับรองโครงการ การจัดหาพื้นที่ความพร้อมด้านสาธารณูปโภค กระบวนการศุลกากร
  • พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิงเป็นหลัก ขาดการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ ระบบธนาคารและภาคการเงินล่าช้า ขาดการลงทุนของธุรกิจ ขนาดกลางและย่อมและธุรกิจรายใหม่ๆ ระบบการผลิตส่วนใหญ่ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตทำให้ขาดทุน และช่องว่างรายได้ระหว่างประชาชนในเมืองและชนบท
  • รัสเซียแยกผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายในประเทศออกจากกัน

คาซัคสถาน มีประเด็นที่น่าสนใจเพื่อใช้ในการพิจารณาตัดสินใจลงทุนสำหรับนักลงทุนของประเทศไทย ดังนี้

  • มีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้
  • เป็นตลาดใหม่ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
  • การขนส่งสินค้าไปคาซัคสถานใช้เวลานานทำให้มีต้นทุนสูง การนำเข้าส่วนใหญ่ต้องผ่านรัสเซีย และขาดข้อมูลในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระหว่างกัน ทำให้นักธุรกิจไทย/คาซัคสถานไม่สนใจตลาดอีกฝ่ายมากนัก
  • มีนโยบายทางการค้าที่ค่อนข้างปิด ภาวะธุรกิจมีความจำกัด โดยเฉพาะด้านเงินทุน มูลค่าการนำเข้ายังไม่มาก ระบบกฎหมายธุรกิจไม่มีประสิทธิภาพ ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และระบบราชการ มีขั้นตอนซับซ้อน ภาคการลงทุนยังขาดแคลนเงินทุน ขาดผู้ลงทุนจากต่างชาติ ขาดธุรกิจในประเทศที่ให้บริการด้านสินเชื่อเพื่อการลงทุน และนักธุรกิจต่างชาติขาดผู้ร่วมลงทุนชาวคาซัคสถานให้ครบตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด (25-50%)
  • ธุรกิจสื่อสารมวลชน : ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 20%
  • ธนาคารและประกันภัย : ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% สำหรับประกันภัยทั่วไป และ 50% สำหรับประกันชีวิต
  • ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ : ต้องจ้างแรงงานและใช้บริการของคนคาซัคสถาน ต่างชาติ ถือหุ้น offshore projects ได้ไม่เกิน 50% และต้องให้บริษัท KazMunayGas ถือหุ้นอย่างน้อย 50%
  • การขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ยุ่งยาก

เบลารุส มีประเด็นที่น่าสนใจเพื่อใช้ในการพิจารณาตัดสินใจลงทุนสำหรับนักลงทุนของประเทศไทย ดังนี้

  • เป็นตลาดขนาดเล็ก มีประชากรน้อย (9.6 ล้านคน) ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดด้านอำนาจซื้อ
  • นักธุรกิจของไทยและเบลารุส ขาดข้อมูลในการดำเนินธุรกิจ การลงทุนระหว่างกัน รวมถึง ขาดโอกาสในการพบปะเพื่อสร้างความรู้จักกันและกัน
  • เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (landlocked country) จึงต้องขนส่งสินค้าผ่านประเทศอื่น
  • ภาคอุตสาหกรรมของเบลารุสยังต้องพึ่งพิงรัสเซียสูง
  • มีปัญหาเงินเฟ้อ (อัตราเงินเฟ้อ)

ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

  • ไทยได้เปรียบในด้านความสัมพันธ์กับรัสเซีย สินค้าไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น ไทยต้องเน้นการสร้างตราสินค้า (Brand) ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
  • รัสเซียได้ตั้งเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของยุโรปรองจากเยอรมนี และเป็นอันดับ 1 ของ CIS ซึ่งคาดว่าจะผลิตได้ 1 ล้านคันต่อปี จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์และยางพารา
  • ปัจจุบัน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในเจรจา FTA กับ EaEU ซึ่งหากไทยเจรจา FTA ไทย-EEU จะทำให้การค้าไทยกับประเทศในกลุ่มนี้มีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลให้มูลค่าการค้าไทย-EEU เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้การเจรจา FTA ไทย-EaEU ยังจะช่วยกระตุ้นให้ไทยมีสถานภาพเข้มแข็งมากขึ้นในสายตากลุ่มประเทศมหาอำนาจ และเป็นการเปิดมิติใหม่ในด้านโลจิสติกส์สู่ EEU และยุโรปตะวันออก ทั้งนี้ ในการเจรจาไทยควรพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันด้วย
  • รัสเซียมีสัมพันธ์ที่ดีกับเวียดนามส่งผลให้มูลค่าการค้าของรัสเซีย-เวียดนามมีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งไทยอาจใช้ความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานระหว่างไทยและรัสเซียในการทำการค้าเช่นเดียวกัน
  • นักธุรกิจไทยควรมีการเรียนรู้ภาษารัสเซียให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการติดต่อธุรกิจ
  • ไทยควรใช้ประโยชน์จากเส้นทางหลวงหมายเลข 312 (Via es Vida) ที่เชื่อมต่อจากเชียงราย-จีน (ยูนนาน)-ไปคาซัคสถาน และรถไฟความเร็วสูงผ่านพรมแดนลาว-จีน คุณหมิง ฉงชิ่ง คาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุส (ใช้เวลาเดินทาง 3 สัปดาห์) ซึ่งจะเป็นประตูสู่ EEU ได้เป็นอย่างดีและสามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้มาก
  • เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของ EaEU ไม่อยู่ติดทะเล ผู้ประกอบการไทยจึงควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและคาซัคสถาน และใช้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในการเจรจาเพื่อให้คาซัคสถานเป็นศูนย์กระจาย สินค้าไทยเข้าสู่ตลาด EaEU

เอกสารที่เกี่ยวข้อง


แหล่งที่มา:

บทความเรื่อง Special report โอกาสสินค้าอุตสาหกรรมไทยในตลาดใหม่ “ยูเรเซีย : Eurasian Economic Union” โดย นางสุกัญญา ทองมา กองวิจัยสินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ เผยแพร่ใน TPS JURNAL วารสาร สนย. ปีที่ 4 ฉบับบที่ 39 กันยายน 2557 หน้า 4-5

สื่อมัลติมีเดียเรื่อง Eurasian Economic Union: history, goal, new opportunities for promotion of international economic cooperation นำเสนอโดย Victor V. Spasskiy, Director of the Department of integration development EEC กันยายน 2014

ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย: ก้าวสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ โครงการติดตามพัฒนาการของรัสเซียและยุโรปตะวันออก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2557 โดย จิตติภัทร พูนขำ