เกร็ดการทำธุรกิจ

ปัญหา อุปสรรค และข้อพึงระวัง




  1. ระยะทางการขนส่งไกลส่งผลให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้ามีราคาสูง ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขันของไทยที่ต้องแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน เช่น จีน ซึ่งมีเส้นทางรถไฟเชื่อมตัดผ่านรัสเซียไปจนถึงยุโรป นอกจากนี้ ยังมีเกาหลีใต้ที่เปิดสายการบินคาร์โก้ไปเอเชียกลางและมีท่าเรือติดกับรัสเซีย รวมถึงข้อได้เปรียบของประเทศผู้ส่งออกในแถบยุโรปที่มีพื้นที่ติดกับรัสเซียโดยตรง
  2. ปัจจุบันผู้ประกอบการยังนิยมชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้าตามสัดส่วนที่จะตกลงกับผู้ส่งออก ขึ้นกับอำนาจต่อรองและความน่าเชื่อถือ เนื่องจากรัสเซียยังมีระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่พัฒนาและมีต้นทุนสินเชื่อและการเปิดแอลซีที่ค่อนข้างสูง ผู้นำเข้ารัสเซียจึงไม่นิยมเปิดแอลซี นอกจากนี้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่นำเข้าสินค้าเองยังมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นศูนย์การค้าที่ให้เช่าพื้นที่เปิดร้านจำหน่ายสินค้า ประชาชนยังนิยมใช้เงินสดหรือการโอนเงินผ่านธนาคารไม่มีการใช้เช็ค การใช้บัตรเครดิตยังอยู่ในวงจำกัด
  3. รัสเซียเป็นตลาดใหม่ที่อยู่ห่างไกลจากไทย การขนส่งสินค้าไปรัสเซียต้องใช้เวลานานกว่าเดือนและมีต้นทุนสูง ทำให้นักธุรกิจไทยสนใจตลาดนี้น้อยเพราะมีตลาดอื่นให้เลือกทั้งที่เป็นตลาดเก่าและตลาดใหม่ในเอเชีย
  4. ประเทศไทยยังขาดความรู้ความชำนาญเรื่องระบบตลาดของรัสเซีย ทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปยังรัสเซียจำกัดอยู่เพียงไม่กี่รายสินค้า
  5. รัสเซียมีความต้องการนำเข้าน้ำตาลเป็นจำนวนมาก โดยที่ผ่านมาสินค้าน้ำตาล (จากอ้อย) เป็นสินค้าเกษตรที่มีการส่งออกมูลค่าสูง แต่มูลค่าการส่งออกสินค้าน้ำตาล (จากอ้อย) ของไทยไปรัสเซียมีมูลค่าไม่แน่นอน เนื่องจากรัสเซียได้ออกมาตรการปกป้องภาคการผลิตน้ำตาลภายในประเทศด้วยการจำกัดการนำเข้าโดยใช้โควต้าภาษี (Tariff Quota) จำนวน 3.65 ล้านตัน และมีการประมูลโควตาการนำเข้าเป็นรายไตรมาส ทำให้ภาวะการแข่งขันในตลาดรัสเซียค่อนข้างสูง เป็นไปในลักษณะ First Come – First Serve อย่างไรก็ตาม ในปี 2547 รัสเซียได้ปรับการเก็บภาษีน้ำตาลจากระบบโควตาเป็นการใช้ภาษีเท่านั้น แต่อัตราภาษีที่เรียกเก็บยัง อยู่ในอัตราที่สูงมากถึง 140 – 270 เหรียญสหรัฐ / ตัน หรือเทียบเท่ากับ 115 – 200 % ของมูลค่าสินค้า ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลทรายของรัสเซียพยายามให้รัฐบาลเพิ่มภาษีนำเข้าน้ำตาลทรายดิบอยู่เสมอรัสเซียได้ออกประกาศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 กำหนดให้ข้าวที่ส่งออกไปรัสเซียต้องมีเอกสารประกอบ 5 ฉบับ คือ
  6. รัสเซียได้ออกประกาศตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 กำหนดให้ข้าวที่ส่งออกไปรัสเซียต้องมีเอกสารประกอบ 5 ฉบับ คือ

    1) Phytosanitary Certificate
    2) Test Report (Certificate of Safety)
    3) GMO Statement
    4) List of Chemical used
    5) Rice quality certificate

    โดยปกติการส่งออกข้าวไปต่างประเทศจะใช้เอกสาร 2 ชนิด คือ

    1) Phytosanitary Certificate เพื่อรับรองว่าไม่มีโรคพืชออกโดยกรมวิชาการเกษตร
    2) Rice quality certificate เป็นการตรวจสอบคุณภาพสินค้าทางกายภาพโดยมีบริษัทเอกชนเป็นผู้รับรอง)

    ฝ่ายไทยโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันให้รัสเซียพิจารณายอมให้ไทยส่ง เอกสาร GMO Statement และ List of Chemical used เฉพาะครั้งแรกเพียงครั้งเดียวเนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องส่งทุกครั้ง

  7. ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไก่แปรรูป แต่ปัจจุบันรัสเซียไม่อนุญาตให้นำเข้าสินค้าไก่แปรรูปจากไทย ยกเว้นโรงงานผลิตเนื้อไก่แปรรูปที่รัสเซียให้การรับรองแล้วจำนวน 25 โรงงาน ขณะนี้ กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการประสานให้รัสเซียรับรองโรงงานแปรรูปไก่ปรุงสุกของไทยที่เหลืออีก 16 โรงงาน โดยอัตโนมัติ
  8. ปัญหาอุปสรรคด้านอื่นๆ เช่น ด้านกฎระเบียบที่ในแต่ละรัฐของรัสเซียที่มีความแตกต่างกัน ปัญหาเรื่องการจัดผังเมืองและการกระจายตัวของประชากร รวมไปถึงปัญหาอุปสรรคด้านภาษา ซึ่งส่วนใหญ่นักธุรกิจและผู้ประกอบการของรัสเซียจะใช้ภาษารัสเซียในการติดต่อสื่อสาร

ที่มา: สำนักทวิภาคี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ตุลาคม 2556
http://www.dtn.go.th/filesupload/files/country/cis/Russia_2Sheets13.pdf